รู้จัก Unicorn Thailand กัน!
ในบทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก Startup ที่โตอย่างรวดเร็วและสามารถระดมทุนได้มากจนขึ้นเป็น Unicorn กันนะครับ ก่อนอื่นเราเราทำเริ่มทำความรู้จักกันไปทีละเรื่องก่อนที่จะรู้จัก 10 รายชื่อบริษัทที่ขึ้น TOP 10 Unicorn ครับ
Startup คืออะไร
Startup คือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การเติบโตแบบก้าวกระโดด” และมักนำเอาเทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่ ๆ มาสร้างนวัตกรรม หรือแก้ไขปัญหาบางอย่างในสังคมหรือธุรกิจเดิม ๆ ตัว Startup จะต่างจากธุรกิจทั่วไป (เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของ) ตรงที่ต้องการขยายตัวเร็ว ๆ เพื่อไปไกลในตลาดใหญ่ ไม่ใช่แค่อยู่รอดในพื้นที่เล็ก ๆ
จะรู้ได้ยังไงว่าคือ Startup
- เริ่มต้นใหม่: เพิ่งก่อตั้ง ไม่ใช่บริษัทที่อยู่มานาน
- มีศักยภาพการเติบโตสูง: เน้นทำสิ่งที่ขยายได้ง่าย เช่น ธุรกิจออนไลน์ แอปพลิเคชัน
- สร้างสรรค์สิ่งใหม่: มักมีนวัตกรรมหรือวิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ตลาดยังไม่มี
- ยังไม่แน่นอน: ยังอยู่ในช่วงทดลอง ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หาวิธีที่เหมาะสมที่สุด
- เน้นเทคโนโลยี: ส่วนใหญ่มักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ
ธุรกิจเพิ่งเปิดตัว ยังอยู่ในช่วงทดลองตลาด
- มีแผนหรือเป้าหมายจะขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว (เช่น หาลูกค้านับล้านคน ไม่ใช่แค่หลักร้อย)
- มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประหยัดต้นทุน หรือเพิ่มศักยภาพการเติบโต
- เจ้าของหรือทีมงานพร้อมเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน หรือปรับโมเดลธุรกิจตลอดเวลา
- มักมองหาเงินลงทุนจากนักลงทุน (VC, Angel Investor) เพื่อโตเร็ว
กรณี ไม่ใช่ Startup
- เปิดร้านกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย ขายเฉพาะคนในละแวกนั้น ไม่มีแผนขยายสาขา หรือใช้เทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ
- ร้านเสริมสวยที่เปิดมา 10 ปีแล้ว ลูกค้าประจำเจ้าเดิม ไม่เน้นเติบโตไว
กรณี เป็น Startup
- กลุ่มเพื่อนคิดค้นแอปพลิเคชันหาคู่สำหรับคนทำงานสายไอที ใช้ AI จับคู่และมีแผนจะขยายไปทั่วประเทศ ภายใน 1 ปี
- สตาร์ทอัพทำเว็บแพลตฟอร์มจองร้านอาหารออนไลน์ ที่จับคู่ลูกค้ากับร้านอาหารแบบอัตโนมัติ สามารถรองรับผู้ใช้หลักแสนคน และพร้อมขยายไปยังประเทศอื่น
สรุปสั้น ๆ Startup
Startup คือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เน้นสร้างนวัตกรรม มีเป้าหมายเติบโตแบบรวดเร็ว ใช้เทคโนโลยี และพร้อมปรับตัวตลอดเวลา หากธุรกิจไหน “คิดการใหญ่ ขยายได้ไว มีไอเดียใหม่ ๆ” นั่นแหละคือเส้นทางของ Startup!
Unicorn คืออะไร?
ความหมายของ Unicorn
Unicorn คือคำที่ใช้เรียก สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัท (Valuation) มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 34,000 ล้านบาท ก่อนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขายกิจการ (IPO หรือ Exit)
คำนี้มาจากความเชื่อที่ว่า สตาร์ทอัพที่โตเร็วและมีมูลค่ามากขนาดนี้เป็นของหายาก เหมือนกับ “ยูนิคอร์น” สัตว์ในตำนานที่ไม่ค่อยมีใครเจอ
จุดสังเกตของ Unicorn
- เป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
- มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่โดดเด่น
- ได้รับเงินลงทุนจำนวนมากจากนักลงทุนรายใหญ่
- ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ (ยังไม่ขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป)
- มูลค่าบริษัทประเมินแล้วเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทขึ้นไป)
ตัวอย่าง Unicorn ที่รู้จักกันดี
- Grab (แพลตฟอร์มเรียกรถและบริการด้านการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
- Airbnb (แพลตฟอร์มให้เช่าที่พัก)
- SpaceX (บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศ)
สรุปง่าย ๆ
- Unicorn คือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
- เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและโอกาสเติบโตสูงมากในโลกธุรกิจสตาร์ทอัพ
- เป็นเป้าหมายที่หลาย ๆ สตาร์ทอัพอยากไปให้ถึง
ถ้า Startup เปรียบเสมือนเด็กที่กำลังเติบโต Unicorn ก็เหมือนผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีพลังมากในตลาดนั่นเอง!
ระดับการเติบโตของ Startup
Startup ที่กำลังเติบโตและระดมทุน มักแบ่งออกเป็น หลายเลเวล (Stages) ตามขั้นตอนและความพร้อมของธุรกิจในแต่ละช่วง โดยทั่วไปจะมีประมาณ 5-6 เลเวลหลัก ดังนี้:
| เลเวล | ชื่อขั้นตอน (Stage) | คำอธิบายสั้น ๆ | จุดประสงค์ของการระดมทุน |
|---|---|---|---|
| 1 | Pre-Seed | ไอเดียเริ่มต้น ยังไม่มีสินค้าหรือบริการจริง | หาเงินพัฒนาไอเดีย ทำวิจัยตลาด และสร้างต้นแบบ (Prototype) |
| 2 | Seed | มีต้นแบบสินค้า/บริการ เริ่มทดสอบตลาด | ระดมทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ และเริ่มหาลูกค้าแรก ๆ |
| 3 | Series A | สินค้าหรือบริการพร้อมใช้จริง มีลูกค้าเริ่มต้น | ขยายทีม พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และเพิ่มฐานลูกค้า |
| 4 | Series B | ธุรกิจเติบโต มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน | ขยายตลาด เพิ่มกำลังผลิต และพัฒนาระบบรองรับลูกค้าเยอะขึ้น |
| 5 | Series C และต่อไป | ธุรกิจเติบโตเต็มที่ เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ | ลงทุนขยายธุรกิจระดับใหญ่ เช่น ขยายต่างประเทศ หรือซื้อกิจการอื่น |
| 6 | IPO / Exit | เข้าตลาดหลักทรัพย์หรือขายกิจการ | เปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป หรือขายบริษัทออกไปให้กับนักลงทุนรายใหญ่ |
สรุปง่าย ๆ
- Startup จะเริ่มจากแค่มีไอเดีย (Pre-Seed)
- พัฒนาต้นแบบและทดลองตลาด (Seed)
- ขยายธุรกิจและหาลูกค้าเพิ่ม (Series A, B, C)
- สุดท้ายเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หรือขายกิจการ (IPO/Exit)
แต่ละเลเวลก็จะมีเป้าหมายและขนาดเงินลงทุนที่แตกต่างกัน
Stage เลเวลการระดมทุนใน Startup
1. Pre-Seed Stage
- สถานะ: ไอเดียเริ่มต้น หรือกำลังพัฒนาต้นแบบ
- ลักษณะ: ยังไม่มีรายได้จริง ทีมงานอาจยังเล็กมาก มีแค่ผู้ก่อตั้งหรือทีมเล็ก ๆ
- เป้าหมาย: หาทุนเพื่อทำวิจัยตลาด สร้างต้นแบบ (Prototype) หรือทดสอบแนวคิด
- เงินลงทุน: มักเป็นเงินส่วนตัว (Bootstrapping) หรือจากครอบครัว เพื่อนฝูง หรือ Angel Investors
- ความเสี่ยง: สูงมาก เพราะยังไม่มีสินค้าหรือบริการจริง และตลาดยังไม่ชัดเจน
2. Seed Stage
- สถานะ: มีต้นแบบสินค้า/บริการแล้ว เริ่มทดลองตลาดกับกลุ่มลูกค้าเล็ก ๆ
- ลักษณะ: เริ่มมีข้อมูลตอบรับจากลูกค้า (Feedback) และเริ่มปรับปรุงสินค้า
- เป้าหมาย: พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เสถียร และหาลูกค้าแรก ๆ เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของธุรกิจ (Product-Market Fit)
- เงินลงทุน: มาจาก Angel Investors หรือกองทุน Seed Fund ซึ่งอาจอยู่ในหลักแสนถึงล้านดอลลาร์
- ความเสี่ยง: ยังสูง แต่เริ่มลดลงเมื่อมีหลักฐานยืนยันว่าตลาดต้องการ
3. Series A Stage
- สถานะ: สินค้าหรือบริการพร้อมใช้จริง มีลูกค้าและรายได้เริ่มต้นแล้ว
- ลักษณะ: ธุรกิจเริ่มมีโมเดลรายได้ที่ชัดเจนและสเกลได้
- เป้าหมาย: ขยายทีมงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ และเพิ่มฐานลูกค้าอย่างจริงจัง
- เงินลงทุน: นักลงทุนประเภท Venture Capital (VC) เข้ามาร่วมลงทุน บางทีหลักสิบล้านดอลลาร์ขึ้นไป
- ความเสี่ยง: ลดลงมาก เพราะเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนของธุรกิจ
4. Series B Stage
- สถานะ: ธุรกิจเติบโต มีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนและฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น
- ลักษณะ: เน้นการขยายตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพระบบภายในองค์กร
- เป้าหมาย: ขยายตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล เพิ่มกำลังผลิต และพัฒนาระบบสนับสนุนลูกค้า
- เงินลงทุน: นักลงทุน VC รายใหญ่ หรือกองทุนเฉพาะทางเข้ามาร่วมลงทุน เงินทุนมักสูงขึ้นมาก
- ความเสี่ยง: ลดลงอีกเพราะมีธุรกิจที่มั่นคงและทีมงานแข็งแรง
5. Series C และต่อไป
- สถานะ: ธุรกิจเติบโตเต็มที่ เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หรือขยายกิจการขนาดใหญ่
- ลักษณะ: เน้นการขยายธุรกิจระดับใหญ่ เช่น แตกไลน์สินค้าใหม่ ขยายไปต่างประเทศ หรือซื้อกิจการอื่น ๆ
- เป้าหมาย: เพิ่มมูลค่าบริษัทอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมสำหรับ IPO หรือ Exit Strategy อื่น ๆ
- เงินลงทุน: นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ (Private Equity, Hedge Funds) มักเข้ามาลงทุนในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์
- ความเสี่ยง: ต่ำกว่าขั้นตอนก่อน แต่ต้องจัดการธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
6. IPO / Exit
- สถานะ: บริษัทเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือขายกิจการให้บริษัทอื่น (Exit)
- ลักษณะ: ธุรกิจมีความมั่นคงและเติบโต พร้อมรับความโปร่งใสและการควบคุมตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์
- เป้าหมาย: ระดมทุนระยะยาวจากประชาชนทั่วไป หรือให้ผู้ก่อตั้ง นักลงทุนเดิมได้เงินคืนจากการขายหุ้น/กิจการ
- เงินลงทุน: มูลค่าบริษัทสูงสุดในช่วงนี้ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ที่สุด
- ความเสี่ยง: ต่ำที่สุดในกรอบ Startup แต่ยังต้องรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรเตรียมและทำในแต่ละ Stage
| Stage | สิ่งที่ควรเตรียมและโฟกัสหลัก | ตัวอย่างกิจกรรมสำคัญ |
|---|---|---|
| Pre-Seed | – ไอเดียชัดเจน – วิจัยตลาดเบื้องต้น – สร้างต้นแบบเบื้องต้น | – สัมภาษณ์ลูกค้าเป้าหมาย – พัฒนาต้นแบบสินค้า (Prototype) |
| Seed | – พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้พร้อมใช้จริง – ทดสอบตลาดและรับ Feedback | – ทดลองขายสินค้า – ปรับโมเดลธุรกิจตามข้อมูลลูกค้า |
| Series A | – มีโมเดลธุรกิจที่ใช้งานได้ – เพิ่มทีมงานที่แข็งแรง – เริ่มสร้างรายได้ | – การว่าจ้างพนักงานเพิ่ม – สร้างระบบการขายและการตลาด |
| Series B | – ขยายตลาดและฐานลูกค้า – พัฒนาระบบสนับสนุนลูกค้าและการผลิต | – ขยายสาขาหรือเข้าตลาดใหม่ – ปรับปรุงระบบหลังบ้านให้รองรับลูกค้าจำนวนมาก |
| Series C+ | – เตรียมพร้อมขยายธุรกิจใหญ่ – วางแผน IPO หรือ Exit | – ทำ M&A (ซื้อกิจการอื่น) – เตรียมเอกสารสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO |
| IPO / Exit | – รักษาผลประกอบการและความโปร่งใส – ดูแลความสัมพันธ์กับนักลงทุน | – รายงานผลประกอบการต่อสาธารณะ – การประชุมผู้ถือหุ้น |
สิ่งที่นักลงทุนมองหาในแต่ละระดับ
- Pre-Seed / Seed: ไอเดียที่แก้ปัญหาได้จริง ทีมงานมีความสามารถ และมีโอกาสตลาดใหญ่
- Series A: โมเดลธุรกิจชัดเจน มีลูกค้าและรายได้เริ่มต้น พร้อมขยายทีมงาน
- Series B: ธุรกิจเติบโตดี มีระบบรองรับการขยายตัว และแผนขยายตลาด
- Series C+: ธุรกิจมั่นคง มีความพร้อมขยายระดับใหญ่ และมีแผนชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าบริษัท
- IPO / Exit: ผลประกอบการผ่านเกณฑ์ มีความโปร่งใส และศักยภาพรักษาการเติบโตระยะยาว
ตัวอย่างภาพรวม
สมมติ Startup “ป๊อกๆ เดลิเวอรี่”
- Pre-Seed: ทีมพัฒนาแอปต้นแบบ พร้อมสำรวจความต้องการลูกค้า
- Seed: เปิดให้บริการในเมืองเล็ก ๆ ได้ลูกค้าชุดแรกมา 1,000 คน
- Series A: ขยายทีมเพิ่ม พัฒนาฟีเจอร์แอป และเริ่มหาลูกค้าในเมืองใหญ่
- Series B: เพิ่มจำนวนร้านอาหารพันธมิตร และขยายไปหลายจังหวัด
- Series C: ขยายไปต่างประเทศ ซื้อกิจการคู่แข่งเล็ก ๆ
- IPO: เสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนขยายกิจการทั่วโลก
Top 10 Startup Unicorn ประเทศไทย (2568)
ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพที่ได้รับการประเมินมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือที่เรียกกันว่า “ยูนิคอร์น”) จำนวนไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและบริการออนไลน์ เช่น ฟินเทค โลจิสติกส์ และแอปพลิเคชันที่ให้บริการหลากหลาย
1. Ascend Money
- เจ้าของ/ผู้ก่อตั้ง: คุณทรงพล จันทร์วิทย์ (CEO)
- รายละเอียดธุรกิจ: ให้บริการฟินเทค เช่น TrueMoney กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล และโซลูชันการชำระเงินออนไลน์
- วันที่จดทะเบียน: ประมาณปี 2552
- วันที่เป็นยูนิคอร์น: ก่อนปี 2565
- มูลค่าบริษัทตอนเป็นยูนิคอร์น: ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์
2. Flash Express
- ผู้ก่อตั้ง: คุณธนวัฒน์ พรประภา (CEO และเจ้าของกลุ่มอนันต์ชัย)
- รายละเอียดธุรกิจ: บริการขนส่งและโลจิสติกส์แบบรวดเร็ว ครอบคลุมทั่วประเทศ
- วันที่จดทะเบียน: ประมาณปี 2560
- วันที่เป็นยูนิคอร์น: ก่อนปี 2564
- มูลค่าบริษัทตอนเป็นยูนิคอร์น: เกิน 1 พันล้านดอลลาร์
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์
3. LINE MAN Wongnai
- ผู้ก่อตั้ง: คุณอรรถพล ใหญ่สว่าง (Wongnai) และ LINE Corporation (พันธมิตร)
- รายละเอียดธุรกิจ: แอปพลิเคชันรวมบริการส่งอาหารและรีวิวร้านอาหารในรูปแบบไลฟ์สไตล์แอป
- วันที่จดทะเบียน: Wongnai เริ่มปี 2554, LINE MAN ร่วมพันธมิตรหลังจากนั้น
- วันที่เป็นยูนิคอร์น: ปี 2565
- มูลค่าบริษัทตอนเป็นยูนิคอร์น: เกิน 1 พันล้านดอลลาร์
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): สูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
4. aCommerce
- ผู้ก่อตั้ง: คุณอัครเดช ศิริภิญโญ (CEO)
- รายละเอียดธุรกิจ: โซลูชันโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซสำหรับแบรนด์และร้านค้าออนไลน์
- วันที่จดทะเบียน: ประมาณปี 2556
- วันที่เป็นยูนิคอร์น: ประมาณปี 2564-2565
- มูลค่าบริษัทตอนเป็นยูนิคอร์น: เกิน 1 พันล้านดอลลาร์
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
5. Omise
- ผู้ก่อตั้ง: คุณพรชัย แก้ววิบูลย์พันธุ์ (CEO)
- รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซและองค์กรต่าง ๆ
- วันที่จดทะเบียน: ปี 2557
- วันที่เป็นยูนิคอร์น: ปีประมาณ 2563
- มูลค่าบริษัทตอนเป็นยูนิคอร์น: เกิน 1 พันล้านดอลลาร์
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): มีแนวโน้มสูงแต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด
หมายเหตุเพิ่มเติม
- สำหรับสตาร์ทอัพในประเทศไทย จำนวนยูนิคอร์นยังไม่ถึง 10 รายอย่างเป็นทางการจนถึงปี 2568
- มูลค่าบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ตลาดและการระดมทุนใหม่ ๆ
- ข้อมูลการจดทะเบียนบางส่วนเป็นการประมาณโดยประเมินจากข้อมูลที่เปิดเผย
สรุป
ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์นหลัก ๆ เช่น Ascend Money, Flash Express, LINE MAN Wongnai และอื่น ๆ ที่เน้นธุรกิจฟินเทค โลจิสติกส์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่กำลังขยายตลาดอย่างรวดเร็วและมีโอกาสเติบโตสูงในภูมิภาคนี้
สตาร์ทอัพ ที่เป็น “บริษัทมหาชน”
สถานะของบริษัทเปลี่ยนจาก “สตาร์ทอัพส่วนตัว” (Private Startup) เป็น “บริษัทมหาชน” (Public Company) ซึ่งโดยทั่วไปการจัดอันดับยูนิคอร์นจะเน้นที่บริษัทที่ยังเป็นส่วนตัว (Private Unicorns) ไม่ได้รวมบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว
ความหลากหลายของนิยาม “ยูนิคอร์น”
การจัดอันดับและนิยามยูนิคอร์นอาจแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล บางแหล่งจะนับเฉพาะบริษัทที่มีการระดมทุนในรอบล่าสุดและยังไม่ IPO ในขณะที่บางแห่งอาจรวมบริษัทมหาชนด้วย
รายชื่อสตาร์ทอัพไทยที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ (บริษัทมหาชน) (ข้อมูลปี 2568)
ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพไทยหลายรายที่เติบโตจนสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือแปลงสถานะเป็นบริษัทมหาชนได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าธุรกิจเหล่านี้มีความมั่นคงในระดับสูง และพร้อมเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณชน
1. Bitkub Capital Group Holdings (Bitkub)
- ผู้ก่อตั้ง: คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
- รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอเรนซีและบริการทางการเงินดิจิทัล
- วันที่จดทะเบียน: ก่อตั้งปี 2561
- วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์: IPO ปี 2564
- มูลค่าบริษัทวัน IPO: ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท)
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): มีความผันผวนตามราคาหุ้นและตลาดคริปโต แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด
2. Builk One Group
- ผู้ก่อตั้ง: คุณอุดมชัย ทองเปลว
- รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มบริหารจัดการโครงการก่อสร้างออนไลน์ (Construction Management Software)
- วันที่จดทะเบียน: ก่อตั้งประมาณปี 2556
- วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์: IPO ปี 2565
- มูลค่าบริษัทวัน IPO: หลักร้อยล้านบาท
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): กำลังเติบโตในตลาดก่อสร้างและเทคโนโลยี
3. Speed Service (Thailand)
- ผู้ก่อตั้ง: คุณพงษ์ศักดิ์ เตชะสมบูรณ์
- รายละเอียดธุรกิจ: บริการโลจิสติกส์และขนส่งแบบครบวงจร รวมถึงบริการส่งพัสดุสำหรับอีคอมเมิร์ซ
- วันที่จดทะเบียน: ก่อตั้งประมาณปี 2559
- วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์: IPO ปี 2566
- มูลค่าบริษัทวัน IPO: หลักพันล้านบาท
- มูลค่าปัจจุบัน (2568): อยู่ระหว่างขยายตลาดและเพิ่มบริการ
4. Sellsuki
- ผู้ก่อตั้ง: คุณสุธาทิพย์ ทวีศิลป์
- รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์และโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce)
- วันที่จดทะเบียน: ประมาณปี 2560
- วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์: วางแผน IPO ภายในปี 2568 (ยังไม่เข้าตลาดอย่างเป็นทางการ)
- มูลค่าประเมิน: กำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม
- มูลค่าปัจจุบัน: ยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ
หมายเหตุ
- สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่เข้า IPO จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและปรับตัวให้พร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
- มูลค่าบริษัทหลัง IPO อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามตลาดหุ้นและสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
10 สตาร์ทอัพไทย มีโอกาสเป็นยูนิคอร์นในอนาคต (ปี 2568)
นี่คือรายชื่อ 10 สตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพสูง เติบโตเร็ว และได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยมีโอกาสก้าวสู่สถานะยูนิคอร์น (มูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในอนาคตอันใกล้
| ลำดับ | ชื่อสตาร์ทอัพ | ประเภทธุรกิจ | จุดเด่นและเหตุผลเติบโต |
|---|---|---|---|
| 1 | Sellsuki | Social Commerce / SaaS | แพลตฟอร์มบริหารร้านค้าออนไลน์และโซเชียลคอมเมิร์ซ เติบโตเร็ว มีฐานลูกค้าใหญ่ |
| 2 | Event Pop | Event Tech / Ticketing | แพลตฟอร์มจัดการอีเวนต์และขายบัตรออนไลน์ ตลาดอีเวนต์ออนไลน์ขยายตัวสูง |
| 3 | Finnomena | FinTech / Wealth Tech | ให้คำแนะนำลงทุนและบริหารสินทรัพย์ออนไลน์ ตลาด Wealth Tech กำลังโตมาก |
| 4 | FlowAccount | SaaS / บัญชีออนไลน์ | โปรแกรมบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ใช้งานง่าย มีฐานลูกค้า SME จำนวนมาก |
| 5 | Ookbee | Digital Content / Media | แพลตฟอร์มหนังสือและเนื้อหาดิจิทัลอันดับต้นของไทย ตลาดสื่อดิจิทัลเติบโตเร็ว |
| 6 | Skootar | Logistic & Delivery | บริการเรียกรถขนส่งด่วน รองรับตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตสูง |
| 7 | FoodStory | FoodTech / SaaS | ระบบบริหารจัดการร้านอาหารแบบครบวงจร ช่วยร้านค้าปรับปรุงประสิทธิภาพ |
| 8 | Ooca | HealthTech / Telemedicine | แพลตฟอร์มให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาและสุขภาพจิตผ่านออนไลน์ ความต้องการเพิ่มขึ้น |
| 9 | Piggipo | FinTech / Personal Finance | แอปบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ใช้งานง่าย |
| 10 | GetLinks | HR Tech / Talent Platform | แพลตฟอร์มเชื่อมโยงคนทำงานสายเทคโนโลยี กับบริษัทเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
เหตุผลที่สตาร์ทอัพเหล่านี้มีโอกาสเป็นยูนิคอร์น
- มีโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้รวดเร็ว
- ตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในวงกว้าง
- ได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
- ใช้เทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นแกนกลาง
สรุป
10 สตาร์ทอัพนี้คือกลุ่มดาวรุ่งของวงการเทคโนโลยีไทยที่มีโอกาสสูงในการเติบโตเป็นบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้
แนะนำรายการ TV ที่เกี่ยวกับ Startup
ผมชอบดูราย TV อยู่ช่องหนึ่ง ซึ่งจะมีเหล่าบริษัท Startup ต่างๆ เข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจของตัวเอง หลังจากนั้นจะเสนอขายหุ้นของบริษัทให้ เพื่อเข้ามาร่วมลงทุน ช่วยผลักดันให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า มุ่งสู่ ยูนิคอร์นในอนาคต
รายการ TV ที่แนะนำ คือ
- Shark Tank Thailand ( ช่อง One )
- The Startup Thailand (ช่อง Workpoint)
หนังที่แนะนำ
- สงครามส่งด่วน (Mad Unicorn) – Netflix
- อิแทวอนคลาส (ITAEWON CLASS) หรือ “ธุรกิจปิดเกมแค้น” – Netflix
1. The Social Network (2010)
- เรื่องราว: การก่อตั้ง Facebook โดย Mark Zuckerberg
- เนื้อหา: ถ่ายทอดเส้นทางการสร้างสตาร์ทอัพที่กลายเป็นยูนิคอร์นระดับโลก รวมถึงความขัดแย้งและการเติบโตอย่างรวดเร็ว
2. Startup.com (2001)
- เรื่องราว: สารคดีเกี่ยวกับ GovWorks.com หนึ่งในสตาร์ทอัพยุคดอทคอม
- เนื้อหา: แสดงให้เห็นความท้าทายในการจัดการธุรกิจและการระดมทุนในยุคสตาร์ทอัพแรกเริ่ม
3. The Founder (2016)
- เรื่องราว: เรื่องจริงของ Ray Kroc ผู้ที่เปลี่ยน McDonald’s ให้กลายเป็นเครือร้านอาหารระดับโลก
- เนื้อหา: แม้จะไม่ใช่สตาร์ทอัพเทคโนโลยี แต่เป็นกรณีศึกษาการเติบโตธุรกิจแบบ “ยูนิคอร์น” ในยุคใหม่
4. Steve Jobs (2015)
- เรื่องราว: ชีวิตและการทำงานของ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple
- เนื้อหา: เส้นทางการสร้างนวัตกรรมและธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลก
5. Joy (2015)
- เรื่องราว: การสร้างธุรกิจขายเครื่องมือทำความสะอาดที่กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่
- เนื้อหา: เน้นการต่อสู้ของผู้ประกอบการหญิงในวงการธุรกิจ